วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เธอผู้เป็นความหวัง

     วันนี้อากาศเย็นสบายสายฝนโปรยปลายลงมา ลมพัดเบาๆ กระทบใบหน้าของ หญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ริมหน้าต่างในครัวเพื่อนเตรียมอาหารให้ครอบครัวเหมือนเช่นเคย ซึ้งคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา เธอเป็นเหมือนความหวังของที่บ้าน เพราะเธอเป็นหลานคนเดียวที่เป็นผู้หญิง ความกดดันทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่เธอ ความหวังที่จะต้องเรียนจบสูงๆ มีงานดีๆ ทำ มีอนาคตที่ดีๆรออยู่ข้างหน้า มีคนรักที่เป็นคนดี ได้แต่งงาน มีเงิน มีทองใช้ไม่ขนาดเหลืออะไร เพื่อนๆ ของเธอนั้นล่วนแต่พลาดพลังมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว บางคนก็มีลูกแล้วบ้าง บ้างคนก็ติดยา ติดคุกบ้าง คนที่บ้านเธอไม่ค่อยไว้ใจเพื่อนเธอเท่าไรนัก วันนั้น.....เพื่อนๆ ของเธอชวนไปเที่ยว แต่เธอปฏิเสธ “ทำไมมึงเหมือนลูกแง่จังวะ.....ชวนไปไหนก็ไม่ค่อยไป” เพื่อนเธอว่า “กูไม่ใช่ลูกแง่....กูแค่ไม่อยากทำให้เขาไม่ไว้ใจ” เธอพูดตอบ เธอเรียนแต่ละที่ แม่เธอก็เลิกที่เรียนให้ตลอด.....ตั้งแต่อนุบาล ถึง ปวช. โชคดีที่มีเพื่อนทีดี ค่อยฉุดให้ไปเรียน ช่วยเรื่องงาน และที่น่าแปลกคนแถวบ้านเธอพยายามจับผิดตลอดเวลาและถ้าพลาดขึ้นมาก็จะซ้ำทันที จะพาผู้ชายเข้าบ้านกี่คนแล้ว เรียนจะจบไหม และหนำซ้ำตอนเรียน ปวช.มีความสบประมาทเธอว่าเรียนไม่จบหรอก “คนที่เรียนพาณิชนะ...เรียนไม่จบหรอก” เขาพูดไว้ แต่เธอก็พิสูจให้เห็นแล้วว่าเธอเรียนผ่านมาได้ จนถึงระดับปริญญาตรี เธอเรียนไม่เก่ง แต่เธอก็ไม่เคยต้องเรียนซัมเมอร์ เพราะเพื่อนของเธอที่คอยชวยอยู่เสมอ
เธอเป็นคนเรียนไม่เก่ง และเธอก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไร........เธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อัธยาศัยดีคุยเก่งร่าเริงจนทำให้ใครๆ ก็อยากเข้ามาคุยกับเธอทั้งนั้น เธอไม่ใช่คนหน้าตาดีอะไรนัก แต่ตอนอยู่ ปวช.นั้น เรียกว่าเนื้อหอมเลยก็ยังได้  จนกระทั้งได้คุยกับชายหนุ่มคนหนึ่ง โดยเธอคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนดี ได้หลอกให้ไปที่บ้านเพื่อที่จะทำมิดีมิร้าย......โดยชายหนุ่มใช้อุบายว่า ”มาหาเราที่บ้านก่อนซิ....แล้วเดียวค่อยออกไปข้างนอกกัน” หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ ยังไม่รู้ถึงภัยร้ายนั้นได้หลงเชื่อในคำของชายผู้นั้น จนเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป นั้นก็คือความบริสุทธ์ของเธอ เธอคิดว่าเขารักแค่เธอเพียงคนเดียว เธอยอมประเคนสิ่งของ เงินทองให้เขาตามที่ขอ เพียงแค่เธอคิดว่าชายหนุ่มผู้นั้นจะมีเพียงเธอคนเดียว แต่เปล่าเลยเขายังมีผู้หญิงอีกหลายคนรวมถึงเธอด้วยที่เป็นของเล่นที่ช่วยระบายตันหาแก่เขา จนกระทั้งเธอทนกับการกระทำอันทุเรศนั้นไม่ได้จึงเลิกกันไป เธอเสียใจก็จริงแต่เธอก็ไม่ฟลูมฟลายอะไรนัก เพราะนั้นมันไม่ใช่ความรักที่แท้จริงเธอจึงหยุดความคิดนั้นไว้
     จนอยู่ ปวช.ปี 3 เธอเจ็บแต่เธอไม่เคยจำจนเธอได้พบกับชายหนุ่มอีกคนซึ้งเขาอายุน้อยกว่าเธอหนิ่งปี เขาแสดงให้เห็นว่าเขารักเธอมากเพียงไหน เธอลังเลกับเขา เธอกลัวเขาจะทิ้งเธอไป เธอคิดว่าการที่จะผูกมัดไม่ให้เขาไปจาเธอได้นั้นก็คือตัวเธอนั้นเอง เธอได้เสียมันให้กับเขาโดยที่เธอไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่ามันจะคุ่มกลับสิ่งที่เธอได้รับหรือเปล่า พอเวลานานไป.....ดูเหมือนว่ามันจะไม่คุ่มสำหรับเธอแต่สำหรับเขานั้น คุ่มเสียยิ่งกว่าคุ่มซะอีก เขาได้เจอคนใหม่ แล้วสิ่งที่เธอกลัวนั้นมันได้เกิดขึ้นอีกแล้ว เธอเสียทั้งตัว ความรู้สึก ความเสียใจนั้น.......มันชั่งทรมารเหลือเกิน เธอได้พูดกลับตัวเองว่า “ทำไม....ชาติหนี้จะไม่เจอคนที่รักจริงเลยหรือ โลกหนีจะมีแต่คนหลอกลวงหรือไงกันนะ ” เธอเจอคนไม่จริงใจกลับเธอมาเยอะจนมันทำให้เธอเชื่อไปแล้วว่าคนดีๆ มันไม่มีอยู่จริงหรอก เธอได้คิดถึงสิ่งที่เธอผ่านมาเธอจึงพูดกลับตัวเองว่า “รองเป็นดูบ้างแล้วกัน....ไอคนไม่จริงจังเนี้ยมันจะเป็นอย่างรัยคงจาสนุกหน้าดู” จนเวลาผ่านไปดูเหมือนชินชากับการบอกรักไปแล้ว แต่เปล่าเลย ดูเหมือนเธอจาอ่อนไหวมากขึ้นด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาของเบอร์หรือเข้ามาคุยกับเธอ เธอก็หวังเล็กๆ ว่าจาเป็นคนๆ นั้นที่รักเธอจริงที่ไม่ใช่คนที่หวังแค่สิ่งที่เธอมีเท่านั้น
     จนได้พบกับอีกคนที่ทำดีกลับเธอแล้วดุเหมือนว่าเขาจารักเธอมากเลยทีเดียว เขาแสดงออกทุกสิ่งอย่างแม้แต่พาไปที่บ้านเพื่อแนะนำให้รู้จักและแนะนำเพื่อนให้รู้จัก  ซึ้งแตกต่างกลับคนก่อนๆ เขาเกือบจะทำให้เธอคิดว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาเลยทีเดียว โดยที่โทรศัพท์คุยกันเกือบจะตลอดเวลา เจอหน้ากันเกือบจะทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่ต่างจาคนอื่นๆ นั้นกี่คือตัวและเงินของเธอ เขาได้มันทุกๆ อย่างเหมือนกับคนพวกนั้นและที่ได้มากว่านั้นก็คือความรักของเธอ ซึ้งเธอไม่เคยแน่ใจเลยว่าเขาจะรักเธอจริงหรือจะเป็นอย่างคนที่ผ่านๆมานั้น เวลาเท่านั้นละที่จะเป็นเครื่องพิสูจได้ เวลาผ่านไปซักระยะซึ้งก็ได้พิสูจแล้ว ว่าเขาก็เป็นอย่างผู้ชายทั่วๆ ไป หลอกให้ตายใจ ได้สิ่งที่ปรารถนาแล้วก็ทิ้งไป เธอทั้งร้องไห้เสียใจเป็นวักเป็นเวนแต่มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย “ยิ้มรับเรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้วยอมรับมัน เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้...แต่เราสร้างอนาคตของเราได้” เพื่อนที่ค่อยให้กำลังใจตลอดมากกล่าว เธอยิ้มตอบกลับเพื่อนไป “ขอบใจมึงมากนะ...ที่ค่อยอยู่เป็นเพื่อน และปลอบใจตลอดมา” เธอกล่าวตอบและยิ้มพร้อมน้ำตากอดเพื่อนคนนั้นด้วยความซึ้งในน้ำใจจริงๆ “ใช่.....เราจะเริ่มต้นใหม่ จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่” เธอพูด
     สิ่งที่เธอทำต่อไปนั้นคือ พักเรื่องรักและหันกลับมาสนใจเรื่องเรียนหลังจากคิดทบทวนดูแล้วว่าสิ่งที่ผ่านมามันเป็นเรื่องไร้สาระ เวลาที่ผ่านไปมันชั่งเร็วเหลือเกิน เวลาที่เสียเปล่าไปโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย เธอเริ่มตั้งใจเรียนในและร่วมกิจกรรมของมหาลัย ทั้งออกค่ายอาสา ร่วมบริจาคน้ำท่วมเธอได้รับอะไรมากมายเลยทีเดียว การเรียนระดับปริญญาตรีเพื่อที่จะได้งานดีๆ อย่างที่หวังไหว เพื่อนๆของเธอก็ยังน่ารักไม่เปลี่ยนก็ยังช่วยเหลือเธอตลอดแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตามจนเรียนจบและได้รับปริญญาอย่างที่หวังเอาไว้ เราผ่านอะไรมาด้วยกันจนมันเป็นอะไรที่น่าจดจำเอาไว้ อย่างที่มีคนบอกเอาไว้ว่า ’ช่วงเลาที่ดีที่สุดคือช่วงเวลาที่ได้อยู่กลับเพื่อน และอยู่กลับครอบครัวที่เรารัก’ เธอเรียนจบอย่างที่ตั้งใจด้วยเกรดปรานกลางแต่ก้อไม่ถึงกลับแย่เท่ารัยนัก เธอเริ่มเข้าทำงานอย่างที่เธอฝันเอาไว้ว่าอยากเป็นช่างถ่ายรูป.....มันชั่งเหมือนความฝันเลยจริงๆ เธอทำตามสิ่งที่เธอคิดไว้ได้เกือบทุกอย่างเหลือเพียงอย่างเดียวก้อคือ....เรื่องครับครัว เธอทำงานซักพักหนึ่งได้เจอกับเพื่อนร่วมงานหน้าตาก็ไม่ได้ดีมากมาย แต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหล่อะไร ก็ได้เกิดชอบพอกันแล้วได้สานสัมพันธ์กันมาเรื่อยๆจนกระทั้งได้แต่งงานกัน
ถึงวันนี้เธอแทบจะไม่เคยทำให้ครอบครัวเสียใจเลย ถึงแม้ว่าเธอจะเรียนไม่เก่ง แต่เธอก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก ใช่ว่าเธอจะไม่เคยทำสิ่งผิดพลาดแต่เธอนึกถึงคำๆ นั้นของแม่ไว้ตลอดก็คือ “ลูกแม่เรียนไม่เก่งแม่ไม่อาย แต่ถ้าลูกแม่เก แม่อาย” นี้คือสิ่งเตือนใจเธอตลอดมามันเป็นคำพูดของแม่ที่ดังก้องอยู่ในหัว ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม ทั้งสิงดี และสิ่งไม่ดี ขณะนี้เธอประสบความสำเร็จทางด้านการเรียน การงานและด้านครอบครัว เธอได้งานที่เธอถนัด งานที่เธอรักอย่างที่ตั้งใจไว้ และอีกสิ่งที่เธอหวังไหว.....คือคนที่รักเธอจริง ซึ้งเธอได้เจอเขาคนนั้นแล้ว เขาทำให้เธอมีความสุขกลับชีวิตที่เหลืออยู่ โดยมีเจ้าตัวน้อยเป็นพยานรักของทั้งคู่ มีเสียงเล็กๆของเด็กผู้ชายพูดเรียกสติกลับมาพร้อมทั้งดึงมือของผู้ที่เป็นแม่ด้วยแรงอันน้อยนิส “คุณแม่ครับ....ไปกินข้าวกันเถอะครับ คุณพ่อนั่งรอที่โต๊ะแล้ว” เธอมองดูเด็กตัวน้อยด้วยความเอ็นดูแล้วตอบไปพร้อมกลับยิ้มให้อย่างใจดีว่า “จ้า....” เธอเดินตามแรงที่เด็กน้อยดึงไปจนถึงโต๊ะอาหารที่มีอาหารว่างเรียงกันอยู่โดยมีชายหนุ่มนั่งอยู่ก่อนแล้วเขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวแล้วมองไปยังเจ้าตัวน้อยแล้วพูดทีเล่นทีจริงว่า”อย่าดึงแม่อย่างนั้นซิ ลูกเดียวก้อหกคล้มทั้งคู่หรอก ” แล้วทั้งสามก้อทั้งกินข้าวกันอย่างมีความสุข




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น